ด้วยเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งบินตรงจากเมืองไทย เราก็มาถึงสุราบายา เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซียที่อยู่บนเกาะชวาตะวันออก เพื่อนหัวหน้าทีมในคณะพวกเราเช่ารถตู้โดยติดต่อทาง e-mail จองมัดจำกันไว้ล่วงหน้า ลุ้นกันนะว่าจะมารับหรือเปล่า แต่เขามาและอยู่ด้วยกัน ตลอดทริปอย่างเรียบร้อย
ปักหมุดสุราบายา เพราะอยากเห็นภูเขาไฟโบรโม แต่เพื่อนหาข้อมูลให้เป็นของแถมที่ถูกใจเป็นที่สุด น้ำตกมาดาการิปุระ ไป ไปกัน
น้ำตกมาดาการิปูระ เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 200 เมตร ซ่อนอยู่ในตอนท้ายของหุบเขาลึก มีแหล่งต้นน้ำมาจากผืนป่าเหนือน้ำตกขึ้นไป ยิ่งใหญ่จนอยากจะเรียกเองว่าเป็นมหาน้ำตกแห่งสุราบายา



พวกเราต้องเดินท่องไปตามลำธารไกลโขกว่าจะถึงตัวน้ำตก จากข้อมูลที่ได้มา เราจ้างคนนำทางสองคนที่ชำนาญในการนำพาผ่านแก่งหินโดยไม่ลื่นถลำ เมื่อใกล้ถึง เขาแนะนำให้ซื้อเสื้อกันฝน ราคาราว 30 บาท แปลกใจว่าปานนั้นเชียวหรือ แต่ก็ซื้อเพราะไม่ได้แพงอะไรมาก และเมื่อปีนลึกเข้าไปจึงได้คำตอบ







เปียกปอนออกจากน้ำตกมาด้วยความเย็นชุ่มฉ่ำ เป้าหมายต่อไปคือ ภูเขาไฟโบรโม่ พวกเราต้องไปพักค้างคืนที่หมู่บ้านที่อยู่ตรงชะโงกผาก่อน เพราะต้องตื่นตีสองครึ่ง ออกจากที่พักตอนตีสาม แล้วขึ้นรถจี๊ปหัวโยกหัวคลอนไปที่ Panajakan เพื่อดู topview แสงแรกของ Bromo ตรงจุดชมวิว ขึ้นรถจี๊บไปประมาณ 30 นาที แล้วเดินขึ้นเขาอีกพักใหญ่ หนาววววมากกก ดีว่าเช่าเสื้อกันหนาวกันไว้แล้ว ค่าเช่าตัวละประมาณ 70 บาท ขึ้นไปถึงตอนตีสี่ คนเพียบ หามุมกันรอดูพระอาทิตย์ขึ้น หลบหัวกันแทบไม่พ้น











ภูมิทัศน์ทั้งสองแห่งนี้ไม่ว่าจะที่น้ำตกมาดาการิปุระ หรือที่โบรโม ล้วนแปลกตา เหมือนโลกในยุดดึกดำบรรพ์ ถ้าเอาอาคารบ้านเรือนและผู้คนออกไป จะไม่แปลกใจเลย ถ้ามีไดโนเสาร์โผล่มาวิ่งเล่นไล่กัน
ก่อนกลับบ้านในทริปนี้ ดินแดนนี้ยังสร้างความทรงจำให้ไม่มีวันลืม ไปจนถึงเคาน์เตอร์สายการบินที่สนามบินสุราบายา เข้าแถวเช็คอินแล้วจึงรู้ว่าเที่ยวบินยกเลิก!!!
ไม่มีเที่ยวบินจากสุราบายามากรุงเทพฯ. อีก 3 วัน ถึงจะได้บิน !!