เมื่อโควิดทำให้เราหยุดเคลื่อนที่ บางทีก็กระวนกระวายจนหมกมุ่น โชคดีนะที่มนุษย์มีความทรงจำ การได้นั่งดูรูประลึกถึงวันเวลาแสนสุขก็หล่อเลี้ยงหัวใจให้ชุ่มชื่นขึ้นได้
ครั้งที่ภูรีอายุ 8 ขวบ เมื่อปี พ.ศ.2548 หยุดเทอมใหญ่ตอนเดือนเมษายน พ่อแม่ภูรีทำงาน น้าทิพของภูรีได้ทุนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนที่เดนมาร์ก ไปเรียนปริญญาเอกได้หลายเดือนแล้ว น้าบ่นคิดถึงบ้านคิดถึงหลานเป็นที่สุด ป้านักเที่ยวเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะพาหลานไปหาน้า วินวินทุกภาคส่วน ไปสักสองอาทิตย์จึงจะคุ้ม
ซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านเอเย่นต์ วางแผนกันกับน้าทิพที่มีไมล์สะสมพอที่จะบินไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์ น้าอยากพาหลานไปประเทศที่ตัวเองเคยไปเรียนปริญญาโทอยู่ที่นั่นอย่างสนุกสนาน จำได้ว่าราคาตั๋วเครืองบิน 2 คนป้าหลานเป็นเงิน 86,000 บาท บินกับ SAS กัดฟันควักจ่ายไป สมัยนั้นยังหาตั๋วบินไม่เก่งเท่าไร
เครื่องบินออกเที่ยงคืน ภูรีตื่นเต้นกับแสงไฟระยิบระยับเบื้องล่าง แล้วก็เล่นจอข้างหน้าที่นั่ง ก่อนจะหลับไป ตื่นมาสว่างก็คอยสนใจว่าแอร์จะเสิร์ฟอะไรเป็นอาหารเช้า
ลงเครื่องบินที่สนามบินโคเปนเฮเกน เราจะเจอกับน้าทิพที่นี่ก่อนบินต่อไปสนามบินสคิปโพลที่เนเธอร์แลนด์ จะเที่ยวอัมสเตอร์ดัม และกรุงเฮกกันสักสามวันก่อน

ดีอกดีใจกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันพักใหญ่

นั่งรถไฟจากสนามบินสคิปโพลไป Central Station ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อต่อรถไฟไปกรุงเฮก หรือเดนฮัก












เรามาแวะเที่ยวเนเธอร์แลนด์เพียง 3 วัน นอนที่กรุงเฮก 1 คืน เดินเที่ยวเมืองไปเรื่อยๆ แล้วก็มานอนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมอีกคืน เที่ยวเคอเคนฮอฟที่สวยจนถามภูรีตอนผ่านไปหลายปีแล้วว่าเขาจำอะไรได้บ้าง
เขาบอกว่าจำสวนนี้ได้ เพราะดอกไม้สวย
เยี่ยมชมเล็กๆน้อยๆ จากเนเธอร์แลนด์แล้ว เราจะกลับไปโคเปนเฮเกน บ้านชั่วคราวของน้าทิพ และอยู่ที่นั่นอีก 10 วัน น้าทิพพาเราไปเที่ยวหลายแห่ง ข้ามไปถึงสวีเดน
เล่าตอนต่อไปละกัน ป้าชักจะพิมพ์เมื่อยแล้ว ไปหารูปก่อนด้วย